ที่มาที่ไป
มีน้ำใจปันให้กัน

ที่ชั้น G ของห้างสรรพสินค้าเสรีเซ็นเตอร์ มีร้านขายสินค้ามือสองอยู่ร้านหนึ่งชื่อร้าน 'ปันกัน' ในร้านไม่ได้ตกแต่งมากมาย นอกจากการจัดสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ มีหนังสือ เสื้อผ้า กระเป๋า ถ้วยจาน และกิ๊บติดผม ฯลฯ
กวาดสายตาไปโดยรอบ ยังได้พบกับบอร์ดอธิบายที่มาที่ไปของร้าน รวมไปถึงการแจงรายได้ในแต่ละเดือน และก็ได้พบว่าปลายทางของทุกบาททุกสตางค์จากร้านค้าแห่งนี้จะถูกนำไปจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาส รวมกับเงินที่รับบริจาคอีกส่วนหนึ่ง ดำเนินการภายใต้มูลนิธิยุวพัฒน์
สุธาสินี ศุภศิริสินธุ์ ผู้จัดการร้านขายสินค้ามือสองแห่งนั้น และยังเป็นหัวหน้าโครงการส่งเสริมการศึกษา เล่าถึงที่มาที่ไปร้าน 'ปันกัน' โดยเริ่มต้นอธิบายว่า มูลนิธิยุวพัฒน์ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ซึ่งทำธุรกิจมีบริษัทในเครือหลากหลาย อย่างเช่น ปลาเส้นทาโร่ ลูกอมโอเล่ ดำเนินธุรกิจโรงแรมระดับ 5 ดาว โรงแรมรายาวดี จ.กระบี่ บริหารศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ เป็นต้น
การทำงานของมูลนิธิ เน้นส่งเสริมการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส กลุ่มเยาวชนไทยที่ขาดโอกาสในการเรียนต่อช่วงมัธยมศึกษายังมีจำนวนมาก ทางมูลนิธิให้ทุนต่อเนื่องจนกระทั่งจบม.6 ปีหนึ่งรับได้ 100 คน สำหรับนักเรียนชั้น ม.1 ส่วน ปวช. ปีที่ 1 รับได้ 75 คน สำหรับปีที่มีผู้บริจาคมาก ก็จะรับได้มาก
อย่างปีที่ผ่านมามีผู้บริจาคมาก จึงจัดสรรทุนให้นักเรียนได้มากถึง 450 คน และส่งเรียนอย่างต่อเนื่อง ถ้าต้องเสียค่าเรียนตั้งแต่ม.1- ม.6 รวมทั้งหมด 30,000 บาท ทางมูลนิธิให้เทอมละ 2,500 บาท ถ้าเป็นระดับปวช.ต้องเสียค่าใช้จ่าย 36,000 บาท ก็จ่ายให้เทอมละ 6,000 บาท
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจากทั่วประเทศจะส่งรายชื่อของเด็กๆ มาพื้นที่ละ 2 - 3 คน เงื่อนไขคือ เรียนดี - ยากจน ส่วนหลักเกณฑ์การพิจารณาทางมูลนิธิ จะเน้นคนที่มีใจอยากเรียนจริงๆ โดยให้เขียนประวัติทั่วไป และเรียงความ 'ชีวิตของข้าพเจ้า' เพื่อดูว่า เด็กๆ มีความสนใจต่อการเรียนมากน้อยแค่ไหน เมื่อรับทุนแล้วก็ยังขอให้เด็กๆ เขียนจดหมายมาทุกเดือน เพื่อจะได้ทราบความเป็นอยู่ หากพบว่ามีปัญหาก็จะหาทางช่วยเหลือ แก้ไข ให้คำปรึกษากันต่อไป
ปัจจุบันมีเด็กๆ ที่ทางมูลนิธิจัดสรรทุนให้กับเด็กจำนวน 1,000 คน ส่วนที่จบไปแล้วก็มีจำนวนประมาณ 1,000 คน
สุธาสินี เล่าว่า เงินทุนสำหรับการนำมาจัดสรรเป็นทุนการศึกษามาจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ ผู้บริจาครายย่อย และกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ซึ่งมีบริษัทในเครือกว่า 10 บริษัท รวมถึงส่วนที่พนักงานบริจาคให้ ทางโครงการขอความร่วมมือไปยังพนักงาน จะบริจาคจำนวนเท่าใดก็ได้ตามความต้องการของแต่ละคน โดยหักจากเงินเดือนมีตั้งแต่ 50 บาท (ปีหนึ่งให้ 600 บาท) บางคนก็บริจาคให้ 3,000- 5,000 บาท
สำหรับร้าน 'ปันกัน' จัดตั้งขึ้นปี 2540 ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริจาคไม่สามารถสนับสนุนโครงการให้ทุนการศึกษาเด็กได้เต็มที่ ในช่วงนั้นหลายแห่งต้องปิดกิจการไป จึงไปขอบริจาคสิ่งของค้างสต็อกตามโรงงานต่างๆ
"อย่างกระเป๋าที่ส่งออกต่างประเทศ ต้องไปขนจากโรงงาน แล้วทางห้างเสรีเซ็นเตอร์ก็ให้พื้นที่ขาย ก็ขายมาเรื่อยๆ จนปี 2542 ของเริ่มจะหมด ต้องปิดร้านนั้นไป แต่ทางเสรีเซ็นเตอร์ก็ยังให้พื้นที่อยู่ มูลนิธิก็เลยเปิดรับบริจาคของ ก็ได้มาเรื่อยๆ จึงนำมาขายเป็นสินค้ามือสอง รายได้ทุกบาททุกสตางค์ ไม่หักค่าใช้จ่ายอะไรอีกแล้ว จะเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ"
มีทั้งผู้บริจาคเป็นล็อตใหญ่ๆ และแบบรายย่อย เช่น โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ โรงแรมรายาวดี พนักงานบริษัทการบินไทยที่รวบรวมข้าวของจากเพื่อนร่วมงานมาบริจาค บางคนกำลังจะย้ายบ้าน ก็เรียกพนักงานร้านปันกันไปรับของ
"ของที่ได้รับบริจาค ก็มีเสื้อผ้า กระเป๋า จาน ชาม ช้อนส้อม มีแม้กระทั่งของชำร่วยต่างๆ บางคนเก็บไว้ไม่ไหวแล้ว จะทิ้งก็ไม่กล้า แล้วก็เป็นตัวที่ดีด้วย นอกจากนี้ยังมี ตุ๊กตา หมอน มุ้ง คอมพิวเตอร์ที่ใช้ได้ และไม่ได้ก็มี เราก็ขายตามสภาพ อย่างหนังสือที่ชั่งกิโลขาย มันก็กลายเป็นเศษกระดาษ แต่ถ้านำมาบริจาค หนังสือเล่มที่เราอ่านแล้ว ก็มีคนที่ยังไม่ได้อ่านอีก ตอนแรกไม่คิดว่าหนังสือจะขายได้ แต่กลับขายดี"
ผู้จัดการร้านปันกัน บอกว่า ระยะแรกๆ รายได้จากร้านยังไม่มากนัก เฉลี่ยปีละประมาณ 3 - 4 แสนบาท แต่ก็ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันเปิดมา 7 ปี ปีที่แล้ว (2549) มีรายได้ 1.7 ล้านบาท บางเดือนได้ 20,000 บาท เพราะมีคนบริจาคที่ย้ายบ้าน ก็เรียกพนักงานที่ร้านไปรับของ แต่บางช่วงทางร้านก็ขาดของ โดยเฉพาะช่วง 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ไม่มีของเข้ามา
"เราก็จะเชิญชวนค่ะ อย่างช่วงปิดเทอม คุณพ่อคุณแม่อาจจะชวนลูกๆ เก็บบ้าน ของอะไรที่จะทิ้งก็เสียดาย จะเก็บไว้ก็รกบ้าน ถ้านำมาบริจาคก็จะได้เป็นประโยชน์อีกหลายต่อ ข้าวของที่เราไม่ใช้ ก็มีประโยชน์ต่อคนอื่น แล้วรายได้ก็เป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาสด้วยค่ะ"
นอกจากร้านปันกันจะเป็นแหล่งรายได้หนึ่งสำหรับช่วยเด็กๆ ด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับคนที่ทำงานในนั้นด้วย เป็นการเรียนรู้ด้านคุณธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการ 'ให้' อย่างไม่หวังผลตอบแทน
สุธาสินี เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และเข้าทำงานที่มูลนิธิยุวพัฒน์ เมื่อได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยให้มาสมัครงานที่นี่ จนถึงทุกวันนี้ผ่านมา 7 ปี เธอทำหน้าที่ดูแลงานด้านส่งเสริมการศึกษา อย่างในช่วงที่ผ่านมามีการจัดประกวดการวาดภาพ แล้วคัดเลือกผลงานของเด็กๆ มาจัดพิมพ์เป็นบัตรอวยพร รายได้ทั้งหมดนำมาจัดพิมพ์หนังสือนิทานที่แต่งโดยเด็กๆ และแจกหนังสือนั้นไปให้เด็กๆ ทั่วประเทศ และยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านปันกัน
เธอเล่าถึง สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานมา 7 ปีว่า เรียนรู้เรื่องการช่วยเหลือคนอื่น และก็ติดเป็นนิสัย ทุกวันๆ เราต้องอยู่กับเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา แล้วได้เห็นว่าเขาต้องพยายามอย่างมาก เพื่อที่จะได้เรียน เมื่อได้ไปเจอกับเด็กๆ กลุ่มอื่น ก็จะพูดให้เขาเห็นความสำคัญของการเรียน
"ส่วนตัวเองก็ได้รู้สึกว่า ชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น ที่ได้เอื้อเฟื้อสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่น ทำให้มีความสุขกับการทำงาน"
....................
เรื่อง - รมณ รวยแสน
ภาพ - กนต์ธีร์ เหลืองอร่าม
Leave a Comment
{ Prev Page } { Page 1 of 2 } { Next Page }