Home | Blog Manage | Memberlist | Add this blog to friend
 

ตะวันยังคงตกที่ทิศตะวันตกอยู่เสมอ...

10:35, 5/6/2007 .. 0 comments .. Link

ตะวันยังคงตกที่ทิศตะวันตกอยู่เสมอ... Always : Sunset on third Sunset
     ภาพยนตร์ญี่ปุ่นยอดเยืี่ยมแห่งปี 2005

...ภาพยนตร์ญี่ปุ่นย้อนยุค เล่าเรื่องในช่วงเวลาหลังสงคราม ที่ชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองโตเกียว เรื่องราวของผู้คนที่อยู่ร่วมกันและมีความผูกพันกันเป็นเหมือนห่วงโซ่สายใย แห่งความรัก

...ใครบางคนมีความฝันที่จะมีอนาคตมีกิจการที่ก้าวหน้า ใครบางคนโหยหาการยอมรับจากผู้คน ใครบางคนไร้ซึ่งพ่อแม่และคนดูแล ใครบางคนมองหาความรักที่ขาดหายไป ฯลฯ แต่ละคนล้วนได้มาพบกัน และ เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของแต่ละคน นี่คือ หนังที่ทำให้เราได้อบอุ่นและประทับใจกับความหมายของคำว่า "ครอบครัว"


... หลายคนเห็นว่าหนังฉายแค่โรงเดียว อาจเป็นหนังดูยาก ยืนยันได้เลยว่า นี่ไม่ใช่หนังอ๊าทหรือหนังแอ๊ดอะไรทั้งสิ้น หนังดูง่ายดูสนุก หนังอาจจะเล่าเรื่องในแบบที่เรียกว่าละครน้ำเน่า ไม่ได้มีจุดซับซ้อนหักมุม หลายบทหลายตอนหลับตาก็เดาได้ว่าฉากต่อไปจะเป็นเช่นไร

แต่

...ความ เรียบง่ายและเดาได้นั้นทุกบททุกตอน ผ่านการกลั่นกรองและกำกับอย่างได้จังหวะพอดิบพอดีที่จะสัมผัสความรู้สึกคน ดูเข้าไปถึงข้างใน ชนิดที่เรียกว่า แม้จะรู้ว่าฉากต่อไปต้องเสียน้ำตาและสะกดกลั้นไว้ ก็ยากยิ่งที่จะไม่ให้มันไหลรินออกมา ทั้งรอยยิ้ม ทั้งเสียงหัวเราะ ทั้งน้ำตา จะปรากฎพร้อมกันในช่วงเวลา 2 ชั่วโมงที่รับชม

นี่เป็นตัว อย่างของหนังที่มีบทที่ยอดเยี่ยมและการกำกับที่ยอดเยี่ยม เป็น การย้อนสู่ความเรียบง่าย ในยุคสมัยที่คนทำหนังไขว่ขว้าทำหนังที่ยากขึ้น มีปมเงื่อนให้ซับซ้อนขึ้น แต่กลับไม่สามารถทำให้มันเข้าถึงหัวใจคนดูได้เลย น่าจะมาดูหนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง ว่า หากมีฝีมือ มีบทที่ดี มีการกำกับที่ดี เรื่องราวเรียบง่ายนั้นก็สามารถเป็นความยอดเยี่ยมและงดงามได้เช่นกัน

เมื่อดูจบแล้วคุณจะพบว่า

...ใน ยุคสมัยที่ผู้คนมองค่าของบางสิ่งที่วัตถุ เราจึงมีความสุขกับสิ่งที่ตามองเห็น และ ทุกข์กับสิ่งที่ตาไม่เห็นไม่มีครอบครอง แต่ คุณค่าของบางสิ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา ความสุขแท้จริงนั้นไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือ คุณค่าของความรักจักใช้ใจมองและสัมผัสจึงจะพบเห็น แล้วเราก็จะมีความสุขกับมันอย่างแท้จริง...

เนื้อเรื่องย่อสั้นๆ ของ Always แทบจะไม่สามารถเรียกความสนใจจากผู้ชมได้เลย
แต่ เรื่องราวที่เหมือนจะไม่มีอะไรใน Always นี่แหละ จะทำให้หนังเรื่องนี้ กลายเป็น หนังในดวงใจของใครต่อใครหลายคน เมื่อได้ลองเข้ามาสัมผัสชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น

เรื่องราวของชีวิตทุกๆคนบนถนนสายที่ 3 เริ่มถ่ายทอดให้เห็นถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของตัวละครในรูปแบบต่างๆ
ซึ่ง หนังก็คุมทิศทางของเนื้อเรื่องได้ไม่หลุดออกไปนอกประเด็น เพราะสลับทั้งฉากระลึกอดีตให้เราได้อมยิ้ม ฉากซึ้งๆให้ความรู้สึกอิ่มเอมใจ รวมถึงมุกตลกที่เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งเรื่อง
ก่อนจะไปอัดแน่นอารมณ์ประทับใจพร้อมทั้งสาระ แง่คิด กันในตอนท้ายเรื่อง ชนิดที่เราจะได้ซาบซึ้งจนต่อมน้ำตาแตก
สาระหนึ่งซึ่งโดดเด่น ตามมุมมองของผม ก็คือ คุณค่าของจิตใจ ที่บอกไว้ข้างต้นนั่นแหละ
โดยเฉพาะในช่วงท้าย หนังสื่อความหมายได้ดีว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น มันอยู่ที่ในใจของเรานั่นเอง

_______________________________________________________________________________

Always คว้ารางวัลสถาบันภาพยนตร์ญี่ปุ่น 12 ตัว

   อุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นผลิตผลงานชั้นเยี่ยมออกมาทุกปี ล่าสุดนี้ก็มี Always: Sunset on Third Street หนังถวิลหาอดีตที่ทำให้ผู้ชมหวนรำลึกถึงคืนวันอันงดงาม จับจิตจับใจผู้ชมทั้งในประเทศญี่ปุ่นเองและไล่รวมไปถึงทั่วโลกด้วยไม่เพียงแต่จะเป็นหนังประเภทที่ผู้ชมหลงรักเท่านั้น ทว่าในแง่ของคุณภาพและศิลปะทางภาพยนตร์ Always: Sunset on Third Street ก็โดดเด่นอย่างยิ่ง

   หลักฐานก็คือ ในคราวที่มีการประกาศผลรางวัลสถาบันภาพยนตร์ญี่ปุ่นประจำปี 2006 ซึ่งเพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ หนังเรื่องนี้ สามารถคว้ารางวัลมาครอบครองรวมแล้วถึง 12 ตัว จากการเข้าชิง 14 สาขา เป็นสถิติยอดเยี่ยมที่ไม่ได้ปรากฏให้เห็นกันบ่อยนัก 12 สาขาที่ Always: Sunset on Third Street มีชัยเหนือคู่แข่ง ประกอบไปด้วย

1. ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
2. ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ทาคาชิ ยามาซากิ จาก Returner)
3. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
4. นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม
5. นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
6. นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม
7. กำกับภาพยอดเยี่ยม
8. กำกับแสงยอดเยี่ยม
9. กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม
10. บันทึกเสียงยอดเยี่ยม
11. ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม
12. ลำดับภาพยอดเยี่ยม

 เรียกได้ว่า รางวัลที่หนังได้รับนั้น ครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ทั้งกำกับ แสดง ภาพ แสง เสียง 12 รางวัลที่ Always: Sunset on Third Street ได้รับ ทำให้หนังเป็นเจ้าของสถิติผู้ได้รับรางวัลจากสถาบันดังกล่าวสูงสุดเป็นอันดับ 2 เทียบเท่า The Twilight Samurai และเป็นรองก็เพียง Shall We Dance? ซึ่งได้รับรางวัลไป 13 ตัว

 นอกจากนั้น หนังเรื่องนี้ยังประสบความสำเร็จบนตารางอันดับหนังทำเงินอย่างงดงาม ด้วยการแซงหน้าหนังดังหลายต่อหลายเรื่องขึ้นครองอันดับ ท็อป หนังทำเงินสูงสุดประจำปี 2005 ของประเทศญี่ปุ่น

ชื่อภาพยนตร์  Always: Sunset on Third Sunset
ประเทศ      ญี่ปุ่น
ปีที่สร้าง          2005
กำหนดฉาย      20 เมษายน  2549    (Limited - Lido/ House Rama)
ประเภท      ดราม่า
ความยาว        133    นาที

นักแสดงนำ
Maki Horikita .... Mutsuko Hoshino
Hidetaka Yoshioka .... Ryunosuke Chagawa
Shin ichi Tsutsumi .... Norifumi Suzuki
Koyuki .... Hiromi Ishizaki
Hiroko Yakushimaru .... Tomoe Suzuki
Kazuki Koshimizu .... Ippei Suzuki
Kenta Suga .... Junnosuke Furuyuki
Masaya Takahashi .... Saburo
Kaga Mochimaru .... Yuichiro
Toru Masuoka .... The Theatre Manager
Takashi Matsuo .... The Realtor
Hiroshi Kamido .... The Postman
Hiroshi Kanbe .... The Postman
Magy .... The Butcher
Yoichi Nukumizu .... The Bicycle Shopkeeper

ทีมงานผู้สร้าง      
ผู้กำกับภาพยนตร์  Takashi Yamazaki
ผู้อำนวยการสร้าง  Shuji Abe
ผู้เขียนบทภาพยนตร์  Naoki Sato
ผู้ลำดับภาพยนตร์  Kozo Shibazaki
ผู้ตัดต่อภาพยนตร์  Ryuji Miyajima
ผู้จัดจำหน่าย        มงคลภาพยนตร์
Official Site        Always Official  Website

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=5&month=04-2006&date=24&blog=1



Linkin Park : Minutes to Midnight The New Album will realease!!!

04:53, 3/4/2007 .. 0 comments .. Link

http://www.lauriermybrand.com/blognew/bloghoster/uploads/a/Artemis/18.jpg

This Album will release on 15 , May, 2007

Linkin Park : Minutes of Midnight

List of Songs

01. Wake
02. Given Up
03. Leave Out All The Rest
04. Bleed It Out
05. Shadow Of The Day
06. What I've Done
07. Hands Held High
08. No More Sorrow
09. Valentine's Day
10. In Between
11. In Pieces
12. The Little Things Give You Away



คลิปโฆษณาทำเองคะ อิอิ

10:47, 30/3/2007 .. 0 comments .. Link


เมืองหัวหิน

10:52, 28/3/2007 .. 0 comments .. Link

หัวหิน 

ก่อนหน้าที่ชื่อหัวหินยังไม่เกิด มีเรื่องเล่าขานกันว่าราวปี พ.ศ. 2377 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พื้นที่เกษตรกรรมบางแห่งของเมืองเพชรบุรีแห้งแล้งกันดารมาก ราษฏรกลุ่มหนึ่งจึงทิ้งถิ่นย้ายลงมาทางใต้ จนมาถึงบ้านสมอเรียงซึ่งอยู่เหนือขึ้นมาจากเขาตะเกียบและบ้านหนองแกหรือบ้านหนองสะแก ที่บ้านสมอเรียงนี้มีหาดทรายชายทะเลแปลกกว่าที่อื่น

คือมีกลุ่มหินกระจัดกระจายอยู่อย่างสวยงาม ทั้งที่ดินก็มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับทำไร่ทำนาการประมง บรรพชนเหล่านี้จึงเป็นเสมือนผู้ที่ลงหลักปักเสาสร้างบ้านหัวหินขึ้น จนกลายเป็นหมู่บ้านที่เรียกกันแต่แรกว่า “ บ้านสมอเรียง ”


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (พระองค์เจ้าชายกฤษดาภินิหาร ต้นราชสกุลกฤดากร) เป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สร้างตำหนักหลังใหญ่ชายทะเลด้านใต้ของหมู่หิน (ปัจจุบันอยู่ติดกับโรงแรมโซฟิเทลฯ) และประทานชื่อตำหนักว่า “แสนสำราญสุขเวศน์” ต่อมาทรงปลูกอีกหลังหนึ่งแยกเป็น แสนสำราญ และ สุขเวศน์ เพื่อไว้ใช้รับเสด็จเจ้านาย พร้อมกับทรงสร้างเรือนขนาดเล็กใต้ถุนสูงอีกหลายหลัง ซึ่งต่อๆ มาคือ “บังกะโลสุขเวศน์” ทรงขนานนามหาดทรายบริเวณตำหนักและหาดถัดๆ ไปทางใต้เสียใหม่ว่า “หัวหิน” เป็นคนละส่วนกับบ้านแหลมหินเดิม โดยมีกองหินชายทะเลเป็นที่หมายแบ่งเขต ซึ่งบ้านแหลมหินเดิมมีเขตด้านใต้ถึงเพียงแค่ต้นเกดใหญ่ชายทะเล (ปัจจุบันอยู่หน้าโรงแรมโซฟิเทลฯ มีศาลเทพารักษ์ใหญ่) เท่านั้น ไม่ถึงที่ดินของเสด็จในกรมฯ ครั้นเมื่อวันเวลาผ่านไป ชื่อ “หัวหิน” ก็แผ่คลุมทั้งหาดทั้งตำบลจนขยายเป็นอำเภอหัวหิน

ส่วนที่ดินแปลงที่อยู่ตรงหมู่หินชายทะเล เป็นของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งทรงสร้างตำหนักใหญ่ขึ้นถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือตำหนักขาว ครั้งหลังคือตำหนักเทาและเรือนเล็กอีกหลายหลัง ซึ่งก็คือบ้านจักรพงษ์ในเวลาต่อมา ปัจจุบันคือโรงแรมเมเลีย ซึ่งได้เปลี่ยนผู้ดำเนินการเป็นโรงแรมฮิลตัน

ในช่วงเวลาเดียวกันกับการสร้างพระราชวังไกลกังวล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ต้นราชสกุลบุรฉัตร ก็ได้จัดสร้างตลาดฉัตร์ไชยขึ้นในที่ดินพระคลังข้างที่ โดยออกแบบให้มีหลังคารูปโค้งครึ่งวงกลมต่อเนื่องกัน 7 โค้ง เพื่อสื่อความหมายว่าเป็นการสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 7 ทั้งตัวอาคารและแผงขายสินค้าเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวตลาดโล่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก และจัดว่าเป็นตลาดที่ถูกสุขลักษณะที่สุดของประเทศไทยในขณะนั้น ชื่อตลาดฉัตร์ไชยนี้มาจากพระนามเดิมของพระองค์ คือพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรนั่นเอง ต่อมาตลาดฉัตร์ไชยและโรงแรมรถไฟ หรือโฮเต็ลหัวหินก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของชายทะเลหัวหิน ส่วนพระราชวังไกลกังวลนั้นถือว่าเป็นสถานที่อันควรสักการะบูชา มากกว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

นับตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้แล้วเสร็จ เชื่อมต่อกับชายแดนของประเทศมาเลเซีย หัวหินก็มีชื่อเสียงว่าเป็นสถานที่พักตากอากาศอันลือชื่อของไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อน ว่ายน้ำ ตกปลา และตีกอล์ฟเนื่องจากมีสนามกอล์ฟ หัวหินรอยัลกอล์ฟ ซึ่งจัดเป็นสนามกอล์ฟระดับมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย

ชื่อเสียงของหัวหินนั้น เติบโตเคียงข้างมากับโรงแรมรถไฟก็ว่าได้ ต่อมามีการสร้างบังกะโลขึ้นคือ เซ็นทรัลหัวหินวิลเลจ ซึ่งได้ถูกคัดเลือกให้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่อง “Devil's Paradise” เช่นเดียวกับโรงแรมรถไฟหัวหิน ซึ่งใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่อง “The Killing Fields” โดยเป็นการจำลองสถานที่คือ โรงแรมชั้นนำในกรุงพนมเปญในยุคสงคราม

 ที่มา http://www.huahin.go.th



 
 

 
     

«  November 2008  »
MonTueWedThuFriSatSun
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

   
     
   
   ตะวันยังคงตกที่ทิศตะวันตกอยู่เสมอ...
 Linkin Park : Minutes to Midnight The New Album will realease!!!
 คลิปโฆษณาทำเองคะ อิอิ
 เมืองหัวหิน

 
   
 



 
 
   
   
     
 

   

Home | Blog Manage | Memberlist | Add this blog to friend